---
title: 4 Digital Marketing KPIs ที่คุณควรรู้ถ้าหากธุรกิจของคุณโฟกัสที่ “ROI”
description: การทำธุรกิจตัวที่จะบ่งชี้ประสิทธิภาพได้ก็คือ Key Performance Indicators (KPIs) เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้คุณได้เห็นภาพรวม และประเมินผลเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ดีขึ้น
---

[Master Blog - Ourgreenfish ](https://blog.ourgreenfish.com/master-blog)

# [4 Digital Marketing KPIs ที่คุณควรรู้ถ้าหากธุรกิจของคุณโฟกัสที่ “ROI”](https://blog.ourgreenfish.com/master-blog/4-digital-marketing-kpis-focus-roi)

 เขียนโดย [OURGREENFISH TEAM](https://blog.ourgreenfish.com/master-blog/author/ourgreenfish-team) - 25 มี.ค. 2019, 4:00:00

ในการทำธุรกิจตัวที่จะบ่งชี้ประสิทธิภาพได้ก็คือ Key Performance Indicators (KPIs) เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้คุณได้เห็นภาพรวม และทำให้คุณสามารถประเมินผลเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ดีขึ้น การวัด KPIs ในการทำ Digital Marketing จึงเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของฝ่ายการตลาด เพื่อกำหนดมาตรฐานที่ควรจะเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

#### **แล้วคุณจะเริ่มกำหนด KPIs ได้อย่างไร?**

คุณสามารถเริ่มต้นด้วยการกำหนด KPIs ที่เป็นมาตรฐานในการทำการตลาดดิจิทัลของคุณ รวมไปถึงพวก Page Views, Bounce Rate, Conversion Rate, Return on Investment (ROI) เป็นข้อมูลที่คุณสามารถดูได้จาก Google Analytics ของคุณ

สิ่งที่มักจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการกำหนด KPIs สำหรับการทำ Digital Marketing นั่นก็คือการติดตามมากจนเกินไป โดยที่ระบบยังไม่ได้เรียนรู้ในการทำงานอย่างเต็มที่ เช่น คุณปล่อยโฆษณาออกไปวันเดียวแต่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้คุณก็เลือกที่จะหยุด และการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดที่ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง อย่างเช่น  
- จำนวนผู้ติดตามใน Facebook, Twitter, Pinterest

- จำนวนคนที่กด Likes & Shares คอนเทนต์ของคุณ

- จำนวน Page Views ในเว็บไซต์ของคุณ

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดทางธุรกิจ **"โดยตรง"** อย่างเช่น รายได้ เพราะสิ่งที่ทุกคนหวังจากการทำการตลาดดิจิทัล คือ **“ผลกำไร”** ตัวชี้วัดเหล่านี้สามารถนำไปใช้วัดกับการทำการตลาดในรูปแบบของการสร้างการรับรู้ Awareness ได้ โดยใช้วัด “ความสร้างสรรค์” หรือ “การสร้างแบรนด์” แต่ไม่สามารถวัด ROI ได้นั่นเอง

ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการทำการตลาดที่มีวัตถุประสงค์คือ ROI คุณก็ต้องให้ความสำคัญกับ KPIs ที่มุ่งเน้นสร้างผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด และนี่คือสิ่งที่คุณเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อคุณมองหาผลลัพธ์เป็น ROI

- คุณใช้เงินในการทำการตลาดเท่าไร?

- สื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้อยู่ต้องจ่ายเงินในระยะยาวหรือไม่?

- แล้วจำนวน Lead ที่ได้มามีคุณภาพมีจำนวนเท่าไร?

- หน้า Landing Page บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่?

- ข้อมูลในหน้า Dashboard ที่เกิดขึ้นถูกต้องหรือไม่?

เมื่อคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็จะเห็นภาพรวมแบบกว้างๆ ของสิ่งที่คุณควรจะนำไปพิจารณาในการทำ Digital Marketing เพื่อวางกลยุทธ์และนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

****

#### ** และนี่คือ 4 KPIs ที่สามารถใช้วัด ROI ในการทำ Digital Marketing**

**1. Customer Acquisition Cost (CAC)  
**คือ "ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า” โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด สำหรับการแปลงลูกค้าให้มีศักยภาพมากพอที่จะมาเป็นลูกค้าเรา โดย CAC จะรวมไปถึงต้นทุนในการผลิตและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย เช่น การวิจัยข้อมูล หรือใช้ทำการตลาดในรูปแบบต่างๆ ด้วย สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือ "ทุกธุรกิจควรพิจารณาต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าอย่างน้อยปีละสองครั้ง หรือหลังการทำแคมเปญแต่ละแคมเปญ" เพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้นในค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น และจะสอดคล้องกับ KPIs ตัวที่ใน 4 ของเรา

**2. Landing Page Conversion Rates  
**ต่อมา KPIs ตัวที่สองของเราคือ Landing Page เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดดิจิทัลที่ดีอีกตัวหนึ่ง โดยลักษณะจะเป็นหน้าแบบสแตนด์อโลน **“เป็นหน้าเว็บไซต์ที่แยกออกมาจากเว็บไซต์หลัก”** โดยถูกออกแบบมาใช้งานเพียง **“วัตถุประสงค์เดียว”** เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะภายในหน้า Landing Page คุณสามารถจำกัดตัวเลือกสำหรับผู้เข้าชม และสามารถนำทางพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ **“ว่าอยากให้เขาทำอะไร”** แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นหน้าที่ทำให้เกิดการกระทำบางอย่างที่เราต้องการจากผู้ที่เข้าเว็บไซต์ **“ได้ง่าย”** โดยสิ่งสำคัญภายในหน้าจะต้องมีข้อมูลและข้อความที่ชัดเจน เพื่อให้เขาทราบถึงวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง และเพื่อลดอัตราการตีกลับที่เกิดขึ้น

คุณยังสามารถนำ Conversion Rate ที่เกิดขึ้น มาใช้วัดความสำเร็จของหน้าเว็บไซต์ได้ว่าเนื้อหาประเภทไหนที่ผู้ชมมีส่วนร่วมและให้ความสนใจมากที่สุด เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่าควรทำเนื้อหาหรืออะไรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการ Convert ลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น

**3. Social Media Reach  
**Reach นับว่าเป็นหนึ่งใน KPIs ที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เป็นตัวชี้วัดที่คุณสามารถแสดงให้กับผู้บริหารได้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทำ Social Media ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้คุณยังสามารถวัดข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น จำนวนโอกาสที่มีการซื้อขายที่เกิดขึ้นจาก Social Media ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของการเข้าชม และสามารถดูได้ว่าช่องทางต่างๆ ใน Social เข้าถึงผู้คนเป็นจำนวนเท่าไร เพื่อให้คุณสามารถ Optimize Campaign ในการเข้าถึงลูกค้า และเลือกใช้ช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้คุณเข้าใจถึงสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องนำไปคิดพิจารณาในการวัดประสิทธิภาพของ Social Media โดยการตอบคำถามเหล่านี้

- มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณผ่าน Social Media จำนวนกี่คน?  
- คนเหล่านี้เป็นใคร และส่วนใหญ่มาจากช่องทางไหนของ Social Media  
- Social Media ช่องทางไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด? (Cost, Reach, Conversion)  
- และช่องทางไหน Convert ลูกค้าให้กับคุณได้มากที่สุด?

 

จากตัวอย่างในรูปด้านบนคุณจะสังเกตเห็นได้ว่า Conversion ของช่องทาง LinkedIn มีอัตราการเกิด Conversion Rate มากที่สุดถึง 9.9% ส่วน Twitter เป็นตามมาเป็นอันดับสอง ถ้าหากคุณดูที่ต้นทุนต่อ Conversion จะเห็นได้ว่า Google+ นั้นมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด ถึงแม้ว่า Conversion Rate ของ Google+ จะน้อยกว่า LinkedIn ก็ตาม เพราะคุณโฟกัสที่ Cost/Conversion กับการที่ได้ลูกค้ามาในการคิด CAC

จากรูปแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ Social Media จะเป็นสถานที่ที่ใช้งานฟรีก็ตาม ถ้าคุณไม่สามารถสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ หรือมีประโยชน์สำหรับเขา พวกเขาก็จะไม่เข้ามาดูคุณส่งผลทำให้เกิด Conversion Rate น้อยนั่นเอง

**4. Customer Lifetime Value (LTV)  
**และสุดท้าย KPIs ที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเลย คือ Customer Lifetime Value (LTV) **“เป็นมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้ารายหนึ่งที่มีต่อแบรนด์”** หรือเรียกง่ายๆ ว่า **“ลูกค้าเก่า”** เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำการตลาด เพราะคุณสามารถใช้ในการคาดการณ์ผลกำไรที่จะขึ้นล่วงหน้าได้ และข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะช่วยทำให้คุณพิจารณาในการวางแผนทำการตลาด ว่าคุณจำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มเติมในการที่จะหาลูกค้าใหม่หรือไม่ หรือคุณจะใช้งบประมาณอย่างไรในการรักษาลูกค้าเก่าไว้

ส่วนใหญ่จะเน้นการรักษาลูกค้าเก่า เพราะเงินที่ต้องใช้ในการหาลูกค้าใหม่นั้นแพงกว่าเงินที่ต้องใช้รักษาลูกค้าปัจจุบันมากมายหลายเท่าตัว แต่คุณก็อย่าลืมว่าความต้องการของลูกค้าเก่าก็อาจจะมีมากกว่าลูกค้าใหม่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของคุณว่ามีความต้องการเป็นอย่างไร

สรุปง่ายๆ สำหรับการนำ KPIs ทั้ง 4 ตัวไปปรับใช้คือขั้นแรกให้ดูช่องทางการซื้อลูกค้าของปัจจุบันของคุณอย่างละเอียด ลูกค้าคนไหนที่ให้ ROI ที่ดีที่สุดในแง่ของ CAC กับ LTV จากนั้นให้ตัดสินใจว่ามีช่องใดบ้างที่คุณควรหยุดใช้งานเนื่องจากไม่มีผล และช่องทางไหนที่ส่งผลให้คุณมากที่สุด สุดท้ายออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งที่ได้ผลดีสำหรับคุณ โดยใช้ KPIs ทั้ง 4 ตัวนี้ในการพิจารณา

[ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ CUSTOMER ACQUISITION COST ปัจจัยสำคัญที่นักการตลาดต้องรู้](https://blog.ourgreenfish.com/customer_acquisition_cost_marketers_need_to_know)  
Cr. [[1](https://www.datapine.com/blog/best-digital-marketing-kpis-and-metrics/)]

[ดูโพสต์ฉบับเต็ม](https://blog.ourgreenfish.com/master-blog/4-digital-marketing-kpis-focus-roi)

```json
{
  "@context" : "http://schema.org",
  "@type" : "BlogPosting",
  "author" : {
    "@type" : "Person",
    "name" : "OURGREENFISH TEAM"
  },
  "dateModified" : "2024-06-20T03:57:35.817Z",
  "datePublished" : "2019-03-25T04:00:00Z",
  "headline" : "4 Digital Marketing KPIs ที่คุณควรรู้ถ้าหากธุรกิจของคุณโฟกัสที่ “ROI”",
  "image" : {
    "@type" : "ImageObject",
    "height" : 800,
    "url" : "https://blog.ourgreenfish.com/hubfs/4-digital-marketing.jpg",
    "width" : 1200
  },
  "mainEntityOfPage" : "https://blog.ourgreenfish.com/master-blog/4-digital-marketing-kpis-focus-roi",
  "publisher" : {
    "@type" : "Organization",
    "logo" : {
      "@type" : "ImageObject",
      "height" : 60,
      "url" : "/hs/hsstatic/content_shared_assets/static-1.4092/img/default-amp-logo.png",
      "width" : 60
    },
    "name" : "Master Blog"
  }
}
```