<img src="//trc.taboola.com/1081267/log/3/unip?en=page_view" width="0" height="0" style="display:none">
 

KPI ที่ใช้ในการวัดคุณภาพของโฆษณาบน Facebook มีอะไรบ้างที่ควรรู้ในการทำ Digital Marketing

การวัดคุณภาพ KPI ในการโฆษณาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำ Digital Marketing เพื่อที่เราจะได้มีเป้าหมายในการทำ แล้วเราจะรู้ได้ว่าคุณภาพของการทำโฆษณานั้นมันดีหรือไม่ดีเรามาดูกัน

การวัดคุณภาพจะดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ความต้องการที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก อยากจะเน้นไปในเรื่องใด เช่น อยากได้ให้มีจำนวนคลิก 2,000 ภายใน 2 อาทิตย์ หรือ อยากให้โชว์ 100,000 ครั้งภายใน 1 เดือน หรือ อยากให้ Cost per Click ไม่เกิน 10 บาท ก็สามารถตั้งเป็นเป้าหมายไว้ได้ เพื่อที่เวลาทำการโฆษณาแล้วจะได้ปรับให้มันเป็นไปตามคุณภาพที่ตั้งไว้

ถ้าหากคุณทำ Digital Marketing ด้วยตัวเองก็อาจจะต้องลองผิดลองถูกอยู่พอสมควรถึงจะพอเข้าใจว่าต้องทำอะไรอย่างไรเพื่อที่จะได้สิ่งนั้นเพิ่มขึ้นและเป็นไปตามที่ต้องการ แต่ถ้าหากคุณใช้ Digital Agency เข้ามาดูแล เขาจะสามารถ Estimate Result ออกมาเป็นข้อมูลคร่าวๆ ให้คุณได้ดูผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นกับ Campaign ของคุณหรือนั้นเอง

 ตั้ง KPI Digital Marketing อย่างไรดี ถึงจะเหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ

KPI ที่ควรรู้มีอะไรบ้าง

KPI

Results

เป็นจำนวนตัวเลขที่สามารถบ่งบอกได้ว่า Post หรือ Link Click ที่เราทำการโฆษณาไปนั้น มีกี่คนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่การคลิกเข้ามาดู Ads ว่ามีการกดไลก์ คอมเมนท์ หรือแชร์ กับโพสต์นั้นมากน้อยเพียงใด และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จากจำนวนทั้งหมดที่มีการแสดงโชว์ โดยสามารถคิดได้จากการนำ

Results/Impressions*100 จะได้ ค่าของ Result Rate

ซึ่งสามารถบอกได้ว่าโพสต์ที่เราทำนั้น เป็นโพสต์ที่มีคนให้ความสนใจมากหรือน้อย เราควรจะมีการปรับรูปแบบการโพสต์ หรือการปรับประเภท Content เพื่อที่จะทำให้คนมา Engagement ให้มากขึ้น

 

Impressions

ถ้าตามแปลตามความหมาย คือ จำนวนครั้งที่มีการแสดงผล โดยตัวเลขที่เห็นจะไม่นับรวมกับอะไร และไม่สนใจว่าจะมี Engagement เกิดขึ้นอย่างไร (ยิ่งมีงบเยอะก็ยิ่งโชว์เยอะ) โดยการเห็นนั้นสามารถเห็นได้ซ้ำได้ เช่น เราอาจจะเห็นครั้งแรกจาก News feed ของตัวเอง และอีกครั้งเมื่อมีเพื่อนของเราแชร์โพสต์นั้น

 

Reach

ส่วน Reach เป็น subset ที่อยู่ภายใน Impression อีกที โดยเป็นการนับจำนวนของคนที่เห็นโพสต์ โดยถ้าหากเห็นซ้ำเป็นคนเดิมก็จะนับ Reach เป็นแค่ 1 คน ถึงแม้จะเห็นโพสต์เดิมกี่ครั้งก็ตาม (ยิ่งมีคนมา Engagement มากก็ยิ่งทำให้มีคน Reach มาก เช่น การแชร์)

 

Frequency

ถ้าพูดให้ง่ายก็คือ จำนวนการเห็นซ้ำ เช่น ตอนเช้าเราเห็นโฆษณา ตอนบ่ายก็ยังเห็นโฆษณาอีก แล้วตอนเย็นก็ยังคงเห็นโฆษณาอีกครั้ง ในกรณีนี้ Frequency จะเท่ากับ 3 เพราะนับจากจำนวนการเห็นโฆษณาที่เราเห็น

Frequency หาได้จากการนำเอา Impression/Reach

ถ้าหากตัวเลข Frequency มีมากเกินไปเช่น 4-6 ก็ควรที่จะปรับ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าควรปรับอะไรเพื่อลด Frequency ให้ต่ำลง วิธีการมีง่ายๆ คือ 1.ขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น 2.ไม่อยากขยายกลุ่ม อยากได้แค่เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ยืดระยะเวลาออก เพื่อที่จะสามารถโฆษณาได้นานขึ้น และเฉลี่ยเงินในแต่วันให้น้อยตามความเหมาะสมนั่นเอง

 

Cost per Result

อันนี้จำเป็นที่สุดต้องดูเพราะว่ามัน คือ จำนวนเงินที่เราเสียไปต่อการคลิกที่มีคนเข้ามาดูโพสต์ของเรา คงไม่มีใครอยากจะเสียเงินแพงๆ เพื่อให้คนคลิก ดังนั้นการ Digital Marketing ควรจะทำให้ Cost ต่ำแล้วอย่างอื่นสูง แล้วเราจะทำยังไงให้ มันต่ำ อันนี้ขึ้นอยู่กับ Target, Types of Product ยิ่งเราเฉพาะเจาะจงมากก็ยิ่งแพง (แต่แลกมาด้วยการได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับเรามากที่สุด)

แล้ว Facebook Ads กับ Boost Post แตกต่างกันอย่างไร และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องใช้ Digital Agency ในการทำ Digital Marketing ให้กับธุรกิจคุณ

คำศัพท์ Digital Marketing

สามารถติดตามข่าวสารจาก Ourgreenfish ได้ที่ Facebook และ Twitter

Recent Posts