<img src="//trc.taboola.com/1081267/log/3/unip?en=page_view" width="0" height="0" style="display:none">
LINE Add Friend

Scan Me

02-0619085, 095-9346383

dm@ourgreen.co.th

 

รู้จักประเภทของ Keyword ก่อนตัดสินใจซื้อ Google Ads

Google Ads เป็นอีกหนึ่งช่องทางทำโฆษณาออนไลน์ที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นเครื่องมืออันดับต้น ๆ ที่ผู้ใช้งนจำนวนมากเลือกใช้ พร้อมทั้งยังมีบริการโฆษณาหลากหลาย อาชิเช่น Google Search, Google Display Network, Video Ads เป็นต้น ซึ่งการทำโฆษณาเหล่านี้ ช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นง่ายขึ้น เพราะจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง องค์ประกอบสำคัญของการทำ Google Ads ก็คือ Keyword

Keyword บน Google Ads คืออะไร?

shutterstock_281147924

Keyword เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สามารถวัดผลโฆษณาได้จากการค้นหาของผู้ใช้งาน ทั้งในหน้ากูลเกิลและยูทูป ผู้ใช้งานจะทำการค้นหาคำต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นบนหน้าการค้นหา ถ้าเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีและเกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณ อาจทำให้ผู้ใช้งานค้นหาคุณเจอได้ง่าย ๆ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการขายของคุณอีกด้วย การเลือกคีย์เวิร์ดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และคีย์เวิร์ดก็มีมากมายหลายประเภท ดังนั้น มาทำความรู้จักกับประเภทของ Keyword กัน ว่ามีประเภทใดบ้าง

ประเภทของ Keyword

Broad match



คีย์เวิร์ดรูปแบบนี้เป็นคีย์เวิร์ดรูปแบบกว้าง ก็คือไม่เพียงค้นหาคำที่ตรงกับคำที่ค้นหาเพียงเท่านั้น แต่สามารถหาคำที่ใกล้เคียง คำที่พิมผิดและคำที่เหมือนจะมีความหมายเท่ากับคำที่ต้องการค้นหา มาแสดงผลให้เช่นกัน อย่างเช่น คุณค้นหาว่า กำไล แต่อาจจะมีคำอื่น ๆ ขึ้นมาด้วย ทั้งกำไลข้อมือ กำไลเหล็ก กำไลหยก เป็นต้น ซึ่งข้อดีของคีย์เวิร์ดประเภทนี้ ช่วยให้ธุรกิจที่กำลังเริ่มต้นสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น เพราะว่าการ Broad match สามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง แต่ข้อเสียคือหากคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกลุ่มเลย อาจจะกลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมายพ่วงมาเยอะและไม่ใช่กลุ่มที่คุณต้องการ

Broad match Modifier

คีย์เวิร์ดรูปแบบนี้ จะแคบลงมาจาก Broad match ตรงที่ จะไม่ค้นหาคำที่มีความหมายใกล้เคียง โดยจะมีการใส่เครื่องหมาย + ไว้ข้างหน้าของคีย์เวิร์ดนั้น และคีย์เวิร์ดเหล่านั้น จะสามารถสลับลำดับคำกันได้หรือจะอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง อย่างเช่น +แก้ว +กาแฟ ก็จะมีการแสดงผลเป็น แก้วกาแฟ แก้วเซรามิกกาแฟ แก้วร้อนใส่กาแฟ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การแสดงผลนั้นเฉพาะเจาะจงมากขึ้นกว่าวิธี Broad match

Phrase match

คีย์เวิร์ดที่มีรูปแบบเจาะจงมากกว่า 2 แบบแรก คือจะแสดงผลตามที่ได้เลือกไว้ โดยจะมีเครื่องหมาย “ ” ปิดหัว-ท้ายของคีย์เวิร์ด การแสดงผลการค้นหาจะออกมาในรูปแบบคีย์เวิร์ดนั้นเลยหรือมีคีย์เวิร์ดแสดงอยู่ในประโยคนั้น ๆ เช่น “มูสช็อกโกแลต” อาจจะแสดงผลเป็น วิธีทำมูสช็อกโกแลต, มูสช็อกโกแลตเจ้าเด็ด, กินมูสช็อกโกแลตอย่างไรให้ไม่เปรอะปาก อะไรประมาณนี้ แต่จะไม่มีคำอื่นแทรกกลางหรือสลับคำกันในประโยค

Exact match
คีย์เวิร์ดประเภทนี้คือคีย์เวิร์ดที่ตรงตัว เฉพาะเจาะจงมากที่สุด เลือกคีย์เวิร์ดอะไรไว้ ก็จะเจอคำนั้นเลย ไม่มีการหาคำที่เกี่ยวข้อง คำที่ผสมในประโยค การสลับคำ จะไม่แสดงผลให้เห็น โดยคีย์เวิร์ดประเภทนี้ จะใช้ [] ในการคลุมไว้ ถ้าหากว่าพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ไม่ตรงกับที่ตั้งไว้แม้แต่คำเดียว จะไม่แสดงผลการค้นหาคำนี้เลย 

Negative Keyword
คีย์เวิร์ดประเภทนี้ คือการเลือกนำคีย์เวิร์ดที่ไม่ต้องการให้แสดงในหน้าการค้นหา โดยการใส่เครื่องหมาย - ไว้ข้างหน้าคีย์เวิร์ดนั้น ซึ่งจะช่วยกรองลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจออกไป ง่ายต่อการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น +กางเกง -พรีออเดอร์ ก็จะแสดงผลแต่ กางเกงยีนส์ กางเกงผ้าฝ้าย อะไรประมาณนี้ แต่จะไม่แสดงผล กางเกงพรีออเดอร์จากจีน ในหน้าการค้นหา

ประเภทคีย์เวิร์ดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการทำโฆษณาบน Google Ads ควรจะทำความเข้าใจและเรียนรู้วิธีการใช้งานของแต่ละประเภท เพื่อนำไปปรับใช้กับแคมเปญการตลาดของธุรกิจคุณในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องแข่งขันกันในการทำการตลาดออนไลน์ ถ้าใช้ประเภทคีย์เวิร์ดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายให้กับธุรกิจคุณได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ที่มา : [1], [2]

4 เทคนิคการคิด Keyword ให้เข้าถึงลูกค้าอย่างง่าย อ่านปุ๊บ ทําเป็นปั๊บใน 5 นาที

Supattra Ammaranon x Ourgreenfish

Ourgreenfish LINE Connect

ติดตามสาระความรู้เกี่ยวกับ
Digital Marketing และเทคโนโลยีได้ที่ Ourgreenfish Connect

 

Recent Posts