Lead เยอะแต่ปิดการขายไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่อะไร?

Audio Version
Lead เยอะแต่ปิดการขายไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่อะไร?
13:55

หลายธุรกิจมีจำนวน Leadเข้ามามากมายจากช่องทางการตลาดต่าง ๆ แต่กลับพบว่ายอดขายจริงหรืออัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) ยังต่ำกว่าที่คาดหวัง ปัญหานี้เกิดจากอะไร? งานวิจัยชี้ว่าหากไม่มีระบบจัดการ Lead ที่มีประสิทธิภาพ ต่อให้มีความต้องการจากลูกค้าใหม่เข้ามามากเพียงใด โอกาสการขายก็อาจ “รั่วไหล” ออกไปจากกระบวนการขาย เนื่องจากการตอบสนองที่ล่าช้าการติดตามผลที่ไม่สม่ำเสมอ หรือการประสานงานที่ขาดความต่อเนื่องระหว่างฝ่ายการตลาดกับฝ่ายขาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวน Lead ที่มี แต่คือวิธีการบริหารจัดการ Lead เหล่านั้นให้มีคุณภาพและพร้อมสำหรับการปิดการขาย

Lead เยอะแต่ปิดการขายไม่ได้ – ปัญหาอยู่ที่ไหน?

การมี Lead จำนวนมากไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการขาย หากขาดระบบจัดการที่ดี บ่อยครั้งที่ทีมขายไม่ได้ติดตาม Lead ที่เข้ามาทั้งหมด หรือขาดความรวดเร็วในการตอบกลับ Lead ใหม่ รวมถึงไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า Lead แบบใดถือว่ามีคุณภาพพร้อมขาย ผลลัพธ์คือโอกาสทางการขายมากมายถูกปล่อยให้หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย แม้จะมีรายชื่อผู้มุ่งหวังเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตตาม เพราะ Lead ส่วนใหญ่ไม่ถูกแปลงเป็นลูกค้าที่แท้จริง

ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นแต่การเพิ่มปริมาณ Lead ให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว ผู้บริหารควรตั้งคำถามว่า Lead ที่มีอยู่นั้นมีคุณภาพเพียงใด และองค์กรมีระบบที่ช่วยให้ทีมขายสามารถติดตามและจัดการ Lead เหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การโฟกัสไปที่ Lead ที่ใช่ ย่อมดีกว่าการมี Lead ที่เยอะ แต่ไม่ก่อให้เกิดยอดขาย

 E-book-Sales Qualification Questions

คุณภาพของ Lead vs ปริมาณของ Lead – อะไรสำคัญกว่ากันในปี 2026?

ในปี 2026 แนวทางการบริหารการขายได้เปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของ Lead มากกว่าปริมาณ ธุรกิจสมัยใหม่ใช้เครื่องมือที่สามารถวัดผลได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของ Lead ที่เข้ามา ไม่ใช่แค่การนับจำนวนรายชื่ออย่างเดียว แดชบอร์ดของระบบ Lead Management ที่ดีจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนทั้งจำนวน Lead ที่องค์กรได้รับ คุณภาพของ Lead เหล่านั้น ความรวดเร็วในการติดตาม (Speed-to-Lead) รวมถึงอัตราการแปลงผลในแต่ละขั้นของกระบวนการขายทั้งหมด ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินได้ว่า Lead ที่เข้ามามีค่าเพียงใด และกระบวนการขายมีจุดอ่อนตรงไหนที่ต้องแก้ไข

Lead จำนวนมหาศาลจะไร้ความหมายหาก Lead เหล่านั้นไม่ได้คุณภาพหรือยังไม่พร้อมจะซื้อจริง ๆ ในทางกลับกัน การมี Lead จำนวนน้อยแต่เป็น Lead คุณภาพสูง (มีแนวโน้มซื้อจริง) ย่อมสร้างยอดขายได้ดีกว่า ทีมขายที่ต้องเสียเวลาคัดกรองรายชื่อจำนวนมากซึ่งไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ย่อมมีเวลาน้อยลงในการทุ่มเทให้กับ Lead ที่มีโอกาสปิดการขายสูง สุดท้ายแล้วคุณภาพของ Lead จึงเป็นตัวแปรชี้ขาดต่อความสำเร็จ มากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ HubSpot ในการประเมินคุณภาพ Lead คือการกำหนด Lead Lifecycle หรือลำดับขั้นของ Lead ในช่องทางการขาย เช่น จากผู้มุ่งหวังที่ผ่านเกณฑ์ของการตลาด (Marketing Qualified Lead – MQL) ไปเป็นผู้มุ่งหวังที่ฝ่ายขายรับไปติดตามต่อ (Sales Qualified Lead – SQL) และพัฒนาต่อไปเป็นโอกาสการขาย (Opportunity) การติดตามอัตราการเปลี่ยนผ่านของ Lead ในแต่ละขั้นเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพได้ชัดเจนว่า Lead ที่เข้าสู่ระบบมีความคุ้มค่าหรือไม่ (มี Lead กี่รายที่ถูกพัฒนาจนกลายเป็นดีลขายจริง) ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของ Lead และประสิทธิภาพของกระบวนการบริหาร Lead โดยรวม

Shaping the Future with Customer Platforms and AI in 2025

ใช้ข้อมูลลูกค้า (Customer Data) ประเมินความพร้อมซื้อ

การตัดสินใจว่า Lead รายใด “พร้อม” สำหรับการขาย จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทุกวันนี้ ธุรกิจสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลของ Lead ได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มลงทะเบียนบนเว็บไซต์ แคมเปญโฆษณาออนไลน์ แชทบ็อตที่พูดคุยกับลูกค้า หรือการแลกเปลี่ยนนามบัตรในงานอีเวนต์ เมื่อ Lead เข้ามาในระบบ ระบบ Lead Management จะทำการเพิ่มพูนข้อมูลของ Lead แต่ละรายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น (Data Enrichment) เช่น ดึงข้อมูลพื้นฐานของบริษัทลูกค้า (firmographic data) หรือพฤติกรรมที่แสดงความสนใจซื้อของลูกค้า (intent signals) เข้ามาประกอบ แล้วใช้แบบจำลองการให้ Lead Scoring ประเมินว่า Lead รายนั้นมีความเหมาะสมและมีความพร้อมที่จะซื้อสินค้า/บริการของเรามากน้อยเพียงใด

shutterstock_2510459343

หลังจากให้คะแนน Lead แล้ว Lead ที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์จะถูกส่งต่อ (Routing) ไปยังพนักงานขายที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น แบ่งตามภูมิภาคที่ลูกค้าอยู่ หรือประเภทผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าสนใจ พร้อมกันนั้นยังมี Lead Nurturing Workflow ทำงานควบคู่กันไป เช่น ส่งอีเมลหรือข้อความติดตามผลตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ Lead คนใด “หลุด” หายไปโดยไม่ได้รับการติดต่ออย่างต่อเนื่อง กระบวนการทั้งหมดนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อระบบบริหาร Lead ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกับระบบจัดเก็บข้อมูลลูกค้า (CRM) ยกตัวอย่างเช่น HubSpot Smart CRM ที่รวมฐานข้อมูลลูกค้าเข้ากับเครื่องมือ Lead Management ทำให้การจับข้อมูล การให้คะแนน และการส่งต่อ Lead เป็นไปโดยอัตโนมัติในระบบเดียว ส่งผลให้การทำงานรวดเร็วและต่อเนื่องกว่าการใช้เครื่องมือหลายตัวแยกกัน

ใช้ AI ช่วยคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญ Lead

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับการบริหาร Lead อย่างมาก โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องรับมือกับ Lead จำนวนมาก AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและประวัติการติดต่อของลูกค้า เพื่อคาดการณ์ได้ว่า Lead รายใดมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าหรือบริการสูง (high-intent lead) จากนั้นจึงจัดลำดับความสำคัญของ Lead ให้โดยอัตโนมัติ พนักงานขายไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไล่เรียงรายชื่อด้วยตนเอง เพราะระบบจะสร้างคิวงานแบบจัดอันดับ (Prioritized Queue) ของ Lead ที่ควรได้รับการติดต่อลำดับแรก ๆ โดยอ้างอิงจากรูปแบบพฤติกรรมที่ผ่านมา ข้อมูลสถิติการปิดการขาย ตลอดจนสัญญาณความสนใจต่าง ๆ เช่น การกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือการเปิดดูหน้าสินค้าสำคัญของ Lead แต่ละราย

นอกจากนี้ AI ยังช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ ในขั้นตอนติดตาม Lead ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการร่างเนื้อหาอีเมลติดตามผลโดยอัตโนมัติ การสรุปข้อมูลการสนทนาหรือปฏิสัมพันธ์ล่าสุดกับ Lead แต่ละราย ไปจนถึงการแจ้งเตือนให้ทีมขายทราบเมื่อ Lead รายใดมีสัญญาณว่าต้องการการติดต่อเร่งด่วน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อเมื่อระบบ AI ถูกผนวกเข้ากับระบบ CRM และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์ของทีมขายจริง ๆ ผลลัพธ์คือทีมขายสามารถตอบกลับ Lead ใหม่ได้รวดเร็วขึ้น (เพิ่ม Speed-to-Lead) มีมาตรฐานการติดตามที่ต่อเนื่องไม่ปล่อยให้ลูกค้ารอนาน และลดการคาดเดาในการตัดสินใจเลือกลำดับการติดต่อลูกค้า (Prioritization) ลงอย่างมาก

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ระบบ AI ใน HubSpot ซึ่งใช้เทคนิค Predictive Lead Scoring ในการจัดอันดับความน่าจะเป็นในการซื้อของ Lead แต่ละรายโดยอิงจากข้อมูลต่าง ๆ เช่น การเปิดอ่านอีเมล การเข้าชมเว็บไซต์ และข้อมูลประชากรศาสตร์ของลูกค้าเป้าหมาย จากนั้นจึงแสดงให้ทีมขายเห็นอย่างชัดเจนว่า Lead คนไหน “ร้อนแรง” และควรโฟกัสก่อนใคร แนวทางนี้ทำให้ทีมขายสามารถทุ่มเวลาและทรัพยากรไปกับ Lead ที่มีมูลค่าสูงสุด สร้างประสิทธิผลในการปิดการขายที่ดีกว่าเดิม

New call-to-action

KPI ที่ใช้วัดผลและ ROI ของ Lead Management

เพื่อให้ทราบว่าเงินและทรัพยากรที่ลงทุนไปกับการบริหารจัดการ Lead ให้ผลคุ้มค่าหรือไม่ ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนด ดัชนีชี้วัดผลงาน (Key Performance Indicators - KPIs) ที่เหมาะสมในการติดตามประสิทธิภาพของกระบวนการนี้ หนึ่งใน KPI ที่สำคัญมากคืออัตราการแปลงผลของ Lead จากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งในช่องทางการขาย ตัวอย่างเช่น อัตราส่วนของ Lead ที่ฝ่ายการตลาดประเมินว่าเข้าข่าย (MQL) ซึ่งสามารถพัฒนากลายเป็น Lead ที่ฝ่ายขายรับไปดำเนินการต่อ (SQL) เพราะตัวเลขนี้สะท้อนคุณภาพของ Lead ที่ถูกส่งต่อให้ฝ่ายขายและความสอดคล้องในการทำงานระหว่างสองทีม

นอกจากนี้ ยังมี KPIs อื่น ๆ ที่ควรติดตามเพื่อวัดประสิทธิภาพและ ROI ของการจัดการ Lead ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการตอบสนอง Lead ใหม่ (Speed-to-Lead), คะแนนคุณภาพ Lead ของแต่ละราย (Lead Quality Score), อัตราการเปลี่ยน Lead เป็นโอกาสการขาย (Lead-to-Opportunity Rate), สัดส่วน Lead ที่ได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง (เช่น % ของ Lead ที่ถูกเลี้ยงดูผ่านแคมเปญการตลาดหรือเข้าสู่เซ็กเมนต์การขายต่อเนื่อง) และ รายได้ที่ได้จาก Lead ตามแต่ละแหล่งที่มา ของ Lead เหล่านั้น เป็นต้น การติดตามตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างใกล้ชิดผ่านแดชบอร์ด จะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นจุด “คอขวด” ในกระบวนการขายว่าขั้นตอนไหนที่ Lead จำนวนมากหยุดชะงักลง และยังทำให้ทราบด้วยว่าแหล่งช่องทางการตลาดใดที่สร้าง Lead คุณภาพสูงซึ่งนำมาซึ่งรายได้ให้บริษัทได้อย่างสม่ำเสมอ

Download E-Book  Customer Behavior in B2B Business

ไม่ใช่จำนวน Lead ที่เป็นปัญหา แต่คือระบบที่ใช้

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหา “Lead เยอะ แต่ปิดการขายไม่ได้” มักไม่ได้เกิดจากจำนวนหรือการขาดแคลน Lead แต่เกิดจากระบบและกระบวนการจัดการ Lead ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หากองค์กรมีระบบบริหาร Lead ที่แข็งแกร่งและเป็นระบบ ธุรกิจก็จะสามารถเก็บและติดตามทุก Lead ได้ครบถ้วน คัดกรอง Lead ได้อย่างแม่นยำ แจกจ่าย Lead ไปยังทีมขายได้อย่างรวดเร็ว และติดตามผล Lead ได้อย่างสม่ำเสมอในทุกขั้นตอน จนกระทั่งสามารถปิดการขายได้สำเร็จเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ระบบที่ออกแบบมาอย่างดีจะช่วยลดปัญหา Lead ตกหล่นหรือ Lead ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการติดตาม และยังช่วยให้ทีมขายใช้เวลาที่มีจำกัดไปกับ Lead ที่มีโอกาสปิดดีลได้มากที่สุด

การลงทุนใน Lead Management System ที่มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน แพลตฟอร์มที่รวมทุกกระบวนการไว้ในที่เดียว เช่น HubSpot Smart CRM ซึ่งผสานรวมระบบ CRM, เครื่องมือบริหาร Lead, ระบบอัตโนมัติด้านการตลาด และระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI) เข้าด้วยกัน เป็นตัวอย่างของโซลูชันที่โดดเด่นในการแก้ปัญหา Lead เยอะแต่ปิดการขายได้น้อย HubSpot ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ทีมขายยอมรับและใช้งานระบบได้ในทุกวันอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวัฒนธรรมการขายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความคล่องตัว และด้วยความง่ายในการใช้งานผสานกับระบบอัตโนมัติและ AI ที่ชาญฉลาด ทำให้ HubSpot ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ทรงพลังที่สุดสำหรับทีมขายที่ต้องการระบบบริหาร Lead ที่มีประสิทธิภาพและขยายผลได้อย่างมั่นคง

กล่าวโดยสรุป หากธุรกิจของคุณมี Lead เข้ามามากมายแต่กลับยังปิดการขายได้น้อย ไม่ควรเร่งทุ่มงบหา Lead เพิ่มโดยไม่วางแผน แต่ควรหันกลับมาประเมินกลยุทธ์และระบบที่ใช้ในการจัดการ Lead ของคุณใหม่ การปรับปรุงระบบบริหาร Lead ให้มีประสิทธิภาพ เน้นคุณภาพของ Lead เหนือปริมาณ และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะช่วยให้ทีมขายของคุณสามารถโฟกัสที่ Lead ที่ “ใช่” ในเวลาที่ “ใช่” และเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นยอดขายที่เติบโตขึ้นได้จริง

อ้างอิง: Michael Welch. (2026). Best lead management systems for growing businesses in 2026. Retrieved from https://blog.hubspot.com/sales/lead-management-system

อ่านบทความเพิ่มเติม : วิธีสร้างเมทริกซ์ของ LEAD SCORING ที่ดีสำหรับธุรกิจของคุณ

Contact Sales Add line

ติดต่อเรา
โทร: +66 2-0268918
อีเมล: contact@ourgreen.co.th
เว็บไซต์: ourgreenfish.com

 

LINE Connect

OGF Podcast