AI Copilot vs AI Agent ธุรกิจคุณควรเลือกแบบไหน?

Audio Version
AI Copilot vs AI Agent ธุรกิจคุณควรเลือกแบบไหน?
8:35
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน แต่กลายเป็นพนักงานคนหนึ่งในองค์กร คำถามที่เจ้าของธุรกิจมักสงสัยไม่ใช่แค่จะใช้ AI หรือไม่ แต่เป็นจะใช้ AI รูปแบบไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงสองขั้วเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงอย่าง AI Copilot vs AI Agent ซึ่งหากคุณเลือกใช้ได้ถูก มันจะกลายเป็นเครื่องทุ่นแรงที่เพิ่ม ROI ให้ธุรกิจได้มหาศาล แต่ถ้าเลือกผิด คุณอาจเสียทั้งเงินและเวลาโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ  

AI Copilot: ผู้ช่วยมือขวาที่ทำงานเคียงข้างคุณ

AI Copilot (หรือที่ HubSpot เรียกว่า Breeze Assistant) เปรียบเสมือน "ผู้ช่วยส่วนตัว" ที่ฉลาด หัวใจสำคัญของมันคือแนวคิด "Human-in-the-loop" หรือการที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ถือหางเสือในการตัดสินใจเสมอ

Copilot จะทำงานในลักษณะ "เชิงรับ" (Reactive) คือรอให้คุณสั่งก่อนถึงจะทำงาน มันจะคอยสนับสนุนคุณอยู่ข้าง ๆ ใน Interface ที่คุณคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการสรุปเนื้อหา หรือการหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในระบบ CRM ที่ซับซ้อน เช่น

  • การขอให้สรุปประวัติลูกค้าคนสำคัญก่อนที่คุณจะเดินเข้าห้องประชุม

  • การให้ช่วยร่างอีเมลตอบกลับลูกค้าอย่างเป็นทางการโดยอิงจากประวัติการคุยในแชท

  • การวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายในอดีตเพื่อมองหาจุดผิดปกติ

จุดเด่นที่สุด คือความปลอดภัยและความแม่นยำ เพราะทุกอย่างต้องผ่านการตรวจสอบและกดส่ง โดยมนุษย์เสมอ ช่วยลดความเสี่ยงในงานที่ต้องการความละเอียดอ่อนสูง

New call-to-action

AI Agent: พนักงานดิจิทัลที่ทำงานแทนคุณ

ในขณะที่ Copilot รอคำสั่ง AI Agent (หรือ Breeze Agents) คือ "เพื่อนร่วมงานดิจิทัล" ที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง (Autonomous) มันก้าวข้ามจากการแค่ช่วยทำเป็น "ทำให้เลย" โดยเน้นไปที่การบรรลุเป้าหมาย (Goal-driven) แทนการทำตามคำสั่งเป็นรายครั้ง

Agent สามารถวางแผนขั้นตอนการทำงานเอง ประสานงานกับระบบอื่น ๆ ผ่าน API และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหากเจออุปสรรคเสมือนมีวิจารณญาณเป็นของตัวเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนใน HubSpot ได้แก่

  • Prospecting Agent: ทำหน้าที่เป็น SDR วิจัยหาลูกค้าที่ตรงสเปก (ICP) ร่างอีเมลที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล และส่งออกไปหาลูกค้าเองโดยอัตโนมัติ

  • Customer Agent: ตอบคำถามลูกค้า 24/7 โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge Base) ของคุณ และสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นได้เองจนจบกระบวนการ

จุดเด่นที่สุด คือการเพิ่มขีดความสามารถ (Scalability) ให้ธุรกิจได้แบบก้าวกระโดดโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน และช่วยขจัดภาระงานรูทีนที่น่าเบื่อออกไปจากทีมของคุณอย่างสิ้นเชิง

New call-to-action

สรุปความแตกต่าง: ผู้ช่วย vs เพื่อนร่วมงาน

หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดเพื่อการตัดสินใจ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาใน 3 มิติหลักดังนี้

  1. มิติของบทบาท: Copilot คือ "ส่วนขยาย" ของความสามารถพนักงาน (Amplifier) ช่วยให้คนหนึ่งคนทำงานได้เร็วขึ้น ส่วน Agent คือ "สมาชิกทีม" ที่ดูแลโปรเจกต์ไปเลย (Teammate)

  2. มิติของความอิสระ: Copilot ต้องการการกำกับดูแลแบบ Step-by-step ในขณะที่ Agent ต้องการเพียง "เป้าหมาย" และ "ขอบเขต" จากนั้นจะดำเนินการเองจนสำเร็จ

  3. มิติของขอบเขตงาน: Copilot เหมาะกับงานเดี่ยว ๆ ที่จบเป็นครั้งคราว (Task-based) ส่วน Agent เหมาะกับงานที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง (Workflow-based) และต้องการความสม่ำเสมอ

AI ​​Search

ตัวอย่างการใช้ใน HubSpot Breeze สำหรับธุรกิจคุณ

shutterstock_2523857875ฝ่ายขาย (Sales)

  • ใช้ Copilot: เมื่อต้องการสรุปดีลสำคัญหรือเตรียมตัวประชุม (Meeting Prep) เพื่อความพร้อมสูงสุด

  • ใช้ Agent: ให้ Prospecting Agent ทำหน้าที่หา Lead ใหม่ ๆ และเริ่มการติดต่อ (Outreach) ในปริมาณมหาศาลที่มนุษย์ทำเองไม่ไหว

ฝ่ายบริการลูกค้า (Service)

  • ใช้ Copilot: ช่วยแนะนำบทความที่เกี่ยวข้องหรือร่างคำตอบที่สุภาพให้พนักงานนำไปปรับใช้

  • ใช้ Agent: ติดตั้ง Customer Agent บนเว็บไซต์เพื่อตอบคำถามพื้นฐานทันที ซึ่งบางเคสสามารถลดปริมาณตั๋วคำถามได้ถึง 77%

ฝ่ายการตลาด (Marketing)

  • ใช้ Copilot: ปรับปรุงถ้อยคำโฆษณาให้สละสลวยหรือช่วยคิดไอเดียหัวข้อ Blog ให้ติด SEO

  • ใช้ Agent: ใช้ Content Agent และ Social Media Agent ในการร่างบทความยาว ๆ และกระจายโพสต์ลงโซเชียลมีเดียตามแผนที่วางไว้

My CTA (15 July 2024 9:59)

ธุรกิจของคุณเหมาะกับแบบไหน?

การเลือกใช้ AI Copilot vs AI Agent ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการใช้ให้เหมาะตามสภาพของธุรกิจ

เลือกเน้น AI Copilot เมื่อ

  • ธุรกิจของคุณเป็นแบบ High-Touch ที่การตัดสินใจซื้อขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และความไว้วางใจส่วนบุคคลสูง เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู หรือที่ปรึกษาการลงทุน

  • คุณต้องการคุมมาตรฐานการสื่อสารอย่างใกล้ชิด และต้องการให้ AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มความเร็วให้พนักงานเท่านั้น

เลือกเน้น AI Agent เมื่อ

  • ธุรกิจของคุณมี Volume มหาศาล เช่น E-commerce ที่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ หรือบริษัท B2B ที่ต้องติดต่อ Lead วันละหลายร้อยราย

  • คุณต้องการขยายธุรกิจ (Scale) อย่างรวดเร็วโดยไม่อยากแบกรับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) จากการจ้างพนักงานเพิ่มในทันที

  • คุณมีฐานข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น คู่มือการใช้งาน ซึ่ง Agent สามารถเรียนรู้และนำไปทำงานได้ทันที

ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (ROI) จากการใช้งานจริง

  • ข้อมูลจากกลุ่มธุรกิจที่นำ Breeze AI ของ HubSpot ไปใช้ พบตัวเลขที่น่าสนใจซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

  • การใช้ AI จัดการงานเอกสารและงานแอดมินใน CRM ให้ ROI เฉลี่ยสูงถึง 544%

  • ทีมขายสามารถลดระยะเวลาปิดการขาย (Time to Close) ได้ถึง 48% เมื่อมี AI ช่วยคัดกรองและให้ข้อมูลเชิงลึก

  • แบรนด์ชั้นนำสามารถลดเวลาในการตอบกลับลูกค้า (Lead Response Time) ได้ถึง 66% ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

AI ไม่ได้มาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทพนักงานของคุณจากคนทำงานรูทีนให้กลายเป็น "ผู้วางกลยุทธ์" การใช้ AI Copilot จะช่วยให้พนักงานของคุณเก่งขึ้นและทำงานได้ละเอียดขึ้น ในขณะที่การใช้ AI Agent จะทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ "การเริ่มต้นบนฐานข้อมูลที่สะอาด" (Unified Data) เพราะไม่ว่าจะเป็น Copilot หรือ Agent พวกมันจะฉลาดและสร้างกำไรให้คุณได้มากเท่ากับข้อมูลที่คุณให้มันเรียนรู้เท่านั้น

อ้างอิง:

 

อ่านบทความเพิ่มเติม : อัปเดตล่าสุด : HUBSPOT MARKETING+

Contact Sales Add line

ติดต่อเรา
โทร: +66 2-0268918
อีเมล: contact@ourgreen.co.th
เว็บไซต์: ourgreenfish.com

 

LINE Connect

OGF Podcast