<img src="//trc.taboola.com/1081267/log/3/unip?en=page_view" width="0" height="0" style="display:none">
 

เมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณคือ 'เอเลี่ยน': สรุปบทเรียนจาก Co-Intelligence

Audio Version
เมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณคือ 'เอเลี่ยน': สรุปบทเรียนจาก Co-Intelligence
7:54

จุดเริ่มต้น: ทำไมคุณถึงรู้สึกเหมือนเจอ "สามคืนที่ข่มตาไม่ลง"
จุดเริ่มต้นของ "สามคืนที่ข่มตาไม่ลง" Ethan Mollick ศาสตราจารย์จาก Wharton เปรียบการก้าวเข้าสู่ยุค AI ว่าเหมือนเราต้องแลกด้วย "การนอนไม่หลับ 3 คืน" อาการนี้เกิดขึ้นเมื่อเขาพบว่าโปรเจกต์ที่ทีมงานทุ่มเททำมาหลายเดือน ถูก ChatGPT เลียนแบบได้ถึง 80% ด้วยคำสั่งเพียงย่อหน้าเดียว วินาทีนั้น "เครื่องมือ" ได้กลายร่างเป็น "เพื่อนร่วมงาน (Co-intelligence)" ไปแล้ว เราต้องเลิกมอง AI เป็นแค่ซอฟต์แวร์ซื่อบื้อที่ทำตามคำสั่งเป๊ะ ๆ แต่ต้องมองว่ามันคือ "เอเลี่ยน" ที่ฉลาดล้ำเลิศ คาดเดาไม่ได้ และบางทีก็สับสน

Co-Intelligence: เมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณคือ 'เอเลี่ยน' l EP 92
E  18 นาที
Co-Intelligence: เมื่อเพื่อนร่วมงานของคุณคือ 'เอเลี่ยน' l EP 92
Ourgreenfish Podcast
เล่น

บทเรียนที่ 1: ระวัง The Jagged Frontier

สิ่งที่ทำให้สับสนที่สุดเกี่ยวกับ AI คือสิ่งที่ Mollick เรียกว่า "The Jagged Frontier" (พรมแดนที่ขรุขระ) ในโลกเทคโนโลยีแบบเดิม เราคาดหวังความก้าวหน้าแบบเส้นตรง ถ้าเครื่องจักรทำงานยาก ๆ ได้ มันต้องทำงานง่าย ๆ ได้สบาย แต่ AI ทำลายตรรกะนั้นทิ้ง Large Language Model (LLM) อาจสอบผ่านเนติบัณฑิตหรือข้อสอบศัลยแพทย์ประสาทได้ แต่กลับตกม้าตายเมื่อให้นับจำนวนตัว "r" ในคำว่า "strawberry" หรือเล่นเกม Tic-Tac-Toe พื้นฐานไม่เป็น

ข้อจำกัดนี้ขัดกับสัญชาตญาณของเรา เพราะมันทำให้คำว่า "ยาก" และ "ง่าย" ในความเข้าใจของมนุษย์กลับตาลปัตร เนื่อง AI ให้ความสำคัญกับความน่าจะเป็นมากกว่าความถูกต้อง เราจึงไม่สามารถใช้ตรรกะแบบเดิมมาตัดสินมันได้ เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ AI ทำได้ กับสิ่งที่มันล้มเหลวนั้น จึงมองไม่เห็นและไม่เป็นเส้นตรง

คุณต้องยอมรับว่า AI ไม่ได้ "คิด" เหมือนคุณ แต่มันกำลังนำทางอยู่ในมิติข้อมูลที่ซับซ้อน (Vector Space) ซึ่งงานคำนวณและงานภาษามักจะอยู่คนละฝั่งของเส้นแบ่งที่เรามองไม่เห็น

บทเรียนที่ 2: อย่าแค่ใช้ AI แต่เชิญมันมาร่วมวงด้วย

เลิกใช้ AI เป็นแค่ Google Search แต่จงเชิญมันมานั่งในวงประชุมของคุณเสมอ

วิธีเชิญ AI มาร่วมวง

  • โหมดเสียง (Voice Mode Thinking): เปิดโหมดเสียงในโทรศัพท์แล้วพูดคุยกระบวนการคิดของคุณในขณะทำงาน ให้ AI เป็นคู่คิดที่ช่วยหาช่องโหว่ในตรรกะ หรือแนะนำ "ทางลัด" ในการทำงาน

  • บริบทผ่านภาพ (Visual Contextualizing): ส่องกล้องมือถือไปที่งานตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นกระดานไวท์บอร์ดที่ยุ่งเหยิง, เครื่องจักรที่ต้องซ่อม, หรือกองเอกสาร เพื่อให้ AI แนะนำข้อมูลแบบเรียลไทม์ตามสิ่งที่คุณเห็น

  • ตัวช่วยตัดสินใจ (Interactive Decision Support): อธิบายปัญหาที่ซับซ้อนแล้วสั่ง AI ว่า "ช่วยไกด์ฉันโดยการถามคำถามเพื่อให้ฉันรู้ว่าลำดับความสำคัญของฉันคืออะไร จากนั้นเสนอทางเลือกพร้อมข้อดีข้อเสีย"

บทเรียนที่ 3: เลือกสไตล์ของคุณ คือ "เซนทอร์" หรือ "ไซบอร์ก"?

เมื่อเราผนวก AI เข้ามาในการทำงาน จะเกิดสไตล์การทำงาน 2 แบบ

  • เซนทอร์ (Centaur): แบ่งงานชัดเจน "งานนี้คนทำ งานนี้ AI ทำ"

  • ไซบอร์ก (Cyborg): ใช้วิธีการผสมผสานและโต้ตอบกันไปมา ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนว่ามนุษย์จบตรงไหนและ AI เริ่มตรงไหน ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการใช้ "ChatGPT with Canvas" ที่คุณและ AI ช่วยกันแก้ไขเอกสารแบบเรียลไทม์

แนวทางแบบ "ไซบอร์ก" กำลังกลายเป็นวิธีที่เหนือกว่าในการจัดการกับ "พรมแดนที่ขรุขระ" การทำงานแบบผสมผสานทำให้คุณยังคงบทบาท "มนุษย์ในวงจร" (Human-in-the-loop) ที่คอยตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันทีก่อนที่งานจะหลุดออกไป

บทเรียนที่ 4: มองให้เป็น "คน" แต่อย่าลืมว่ามันคือ "เอเลี่ยน"

หลักการต่อมาคือการใช้ "มนุษยรูปนิยม" (Anthropomorphism) เป็นเทคนิคทางกลยุทธ์ AI ตอบสนองได้ดีต่ออารมณ์และบทบาทสมมติ หากคุณบอกให้ AI ทำตัวเป็น "เชฟมิชลิน" หรือ "นักการตลาดอาวุโสประสบการณ์ 20 ปี" คุณกำลังทำลายรูปแบบการสนทนามาตรฐานและผลักดันให้มันเชื่อมโยงไอเดีย

แต่ระวัง

  • เพราะ AI ถูกฝึกมาให้ช่วยเหลือ มันจึงทำตัวเหมือน "ลูกหมา" (Puppy dog) ที่อยากเอาใจเจ้านาย โดยเลือกคำตอบที่น่าพอใจมากกว่าความถูกต้องจริง

  • มันคือ "เครื่องจักรแห่งการเชื่อมโยง" ที่ถูกชักจูงได้ง่ายด้วยบทบาทสมมติ

"AI ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ (Plausibility) เป็นหลัก มากกว่าความถูกต้อง (Accuracy) โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลภายนอก แต่ทำงานอยู่บน "แผนที่" ความรู้ที่สร้างขึ้นเองระหว่างการเรียนรู้"

คำตอบที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์ อาจเป็นเพียง Hallucination หรือ Jailbreak ได้เสมอ ดังนั้น จงตรวจสอบ "เอเลี่ยน" นี้ด้วยความสงสัยในฐานะมนุษย์

บทเรียนที่ 5: นิสัย "5 และ 50" เพื่อความคิดสร้างสรรค์ขั้นสุด

กฎ "5 และ 50" เพื่อไอเดียที่เหนือชั้น AI ถนัดเรื่องการเชื่อมโยงไอเดียแปลก ๆ จงใช้ประโยชน์จากมันด้วยกฎนี้

  • แก้คำสั่ง 5 รอบ (Refine 5 times): อย่าพอใจกับคำตอบแรก ปรับบุคลิก เพิ่มบริบท และบีบเงื่อนไขจนกว่า AI จะเข้าใจ

  • ขอไอเดีย 50 แบบ (Generate 50 variations): ขอพาดหัว 50 แบบ, คำเปรียบเปรย 50 แบบ, หรือชื่อโปรเจกต์ 50 ชื่อ 48 อันแรกอาจจะห่วย แต่ 2 อันที่เหลือมักจะเป็นเพชรเม็ดงามที่คุณคิดเองไม่ออก

บทเรียนที่ 6: เผชิญหน้ากับ Homework Apocalypse

เรากำลังเข้าสู่ยุคที่การเรียนเพื่อ "ไปลงมือทำ" สำคัญน้อยลง แต่การเรียนเพื่อ "มีวิจารณญาณ" สำคัญที่สุด ถ้าคุณไม่มีความรู้พื้นฐาน คุณจะไม่มีทางจับผิด AI ได้เลย

AI ​​Search

นี่คือเวอร์ชันที่แย่ที่สุดที่คุณจะเคยเจอ

กฎที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ AI ที่คุณใช้วันนี้ คือ AI ที่แย่ที่สุดที่คุณจะได้ใช้ (เพราะมันจะมีแต่เก่งขึ้น) Mollick มองอนาคตไว้ 4 รูปแบบ

  • ดีที่สุดได้เท่านี้: การพัฒนาหยุดชะงักเพราะต้นทุนหรือข้อมูลหมด

  • เติบโตช้า: พัฒนาทีละ 10-20% ต่อปี

  • ก้าวกระโดด (Exponential): สังคมเปลี่ยนขนานใหญ่ อาจนำไปสู่ "สัปดาห์ทำงานที่สั้นลง" เพราะทุกคนทำงานได้มีประสิทธิภาพมหาศาล

  • เทพเจ้าจักรกล (The Machine God): การมาถึงของ AGI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์

ไม่ว่าแบบไหน เราได้ออกจากโลกใบเดิมมาแล้ว เมื่อการ "สร้างงาน" (Generation) กลายเป็นของราคาถูก คุณค่าหลักของมนุษย์จึงย้ายไปอยู่ที่ การคัดสรรและการใช้วิจารณญาณ

คำถามทิ้งท้าย: หากประสิทธิภาพการทำงานของคุณเพิ่มขึ้น 50% ในวันพรุ่งนี้ คุณจะเลือกใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นไปกับการทำงานให้มากขึ้น หรือใช้ไปกับการค้นหาวิธีที่จะ "เป็นมนุษย์" มากขึ้น?

อ้างอิง: Ethan Mollick. (2024). Co-Intelligence: Living and Working with AI.

อ่านบทความเพิ่มเติม : ก่อนใช้ AI ต้องพร้อม! คู่มือเตรียมระบบข้อมูลสำหรับองค์กรยุคใหม่

Contact Sales Add line

ติดต่อเรา
โทร: +66 2-0268918
อีเมล: contact@ourgreen.co.th
เว็บไซต์: ourgreenfish.com

 

LINE Connect

OGF Podcast